Relationship with Pain: ความสัมพันธ์กับความเจ็บปวด ผ่าน Trauma-Informed Lens
ความสัมพันธ์กับความเจ็บปวด: เข้าใจ Trauma และระบบประสาท ผ่านมุมมอง Trauma-Informed
บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวดหรือบาดแผลที่เกิดขึ้น แต่คือการที่เราต้องต่อสู้กับมันอยู่ตลอดเวลา บทความนี้ชวนสำรวจ “ความสัมพันธ์ของเรากับความเจ็บ” ผ่านมุมมอง Trauma-Informed และการทำงานของระบบประสาท
ฉันเริ่มสังเกตว่า สิ่งที่ทำให้ฉันเหนื่อยจริงๆ อาจไม่ใช่ trauma บาดแผล ความเจ็บปวดหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่คือการที่เราต้อง “สู้กับมันตลอดเวลา” เหมือนร่างกายไม่มีที่พัก ไม่มีพื้นที่ให้วาง และนั่นทำให้เราอ่อนล้า มากกว่าตัวบาดแผลเองด้วยซ้ำ

ฉันเลยอยากชวนสังเกต ไม่ใช่แค่ “สิ่งที่เกิดขึ้น” แต่คือ “ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งนั้น”
1. I have trauma: ฉันมีบาดแผล ฉันเจ็บปวด ฉันกำลังเผชิญบางอย่าง
มันไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง
ไม่ใช่เรื่องเล็ก
นี่คือเรื่องสำคัญของฉัน
เริ่มจากการ “เห็น” ว่ามันมีอยู่จริง
ในร่างกายนี้ ในประสบการณ์นี้
โดยไม่ต้องรีบอธิบาย ไม่ต้องพิสูจน์
ไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องรีบหาย
2. I don’t like it: ฉันไม่อยากรู้สึกแบบนี้
ฉันไม่ชอบมันเลย
มันอึดอัด มันหนัก
บางทีมันทำให้ฉันอยากหนี
ฉันอาจมีทั้งความโกรธ
ความไม่พอใจ หรือแม้แต่ความเกลียด
นั่นเป็นปฏิกิริยา “ปกติของระบบประสาท”
เราไม่จำเป็นต้อง “โอเคกับทุกอย่าง”
เราไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตัวเองยอมรับทันที
ร่างกายคุณไม่ได้ผิดที่มันต่อต้าน
มันแค่พยายามปกป้อง
ในแบบที่มันเคยเรียนรู้มา
3. It’s part of me. I can live with it: มันเป็นส่วนนึงของฉัน ฉันยังอยู่ได้ แม้มันจะยังอยู่
ฉันมีความเจ็บ
ฉันไม่ได้เป็นความเจ็บ
ฉันมีบาดแผล
ฉันไม่ได้เป็นทั้งหมดของบาดแผล
ฉันอาจไม่ได้ชอบมัน
และบางวันฉันก็ยังไม่โอเคกับมันอยู่
และนั่นโอเค
แต่ก็มีบางช่วงเวลา
ที่ฉันเริ่ม “อยู่ข้างๆ มันได้”
โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยน รีบแก้
ไม่ต้องรีบผลักออก
และไม่ต้องหายไปจากตัวเอง
มันเป็นส่วนนึงของฉัน ฉันยังอยู่ได้ แม้มันจะยังอยู่ มีพื้นที่ที่ ทั้ง “เรา” และ “ความรู้สึกนั้น” อยู่ร่วมกันได้ โดยที่เราไม่ต้องหายไป
บางวัน เราอาจไม่ได้รู้สึกดีขึ้น แต่เราเริ่ม “อยู่กับมันได้มากขึ้นนิดนึง”
ไม่ต้องรีบแก้
ไม่ต้องรีบเปลี่ยน
ไม่ต้องรีบหาย
แค่มีพื้นที่ที่ ทั้ง “เรา” และ “ความรู้สึกนั้น” อยู่ร่วมกันได้ โดยที่เราไม่ต้องหายไป
จริงๆ แล้วการเยียวยา อาจไม่ได้หมายถึงการที่ trauma บาดแผล ความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย หรือเรื่องทุกข์ใจต่างๆ หายไป แต่มันคือช่วงเวลาที่ เราเลิกต่อต้าน และไม่ต้องสู้กับมันตลอดเวลาอีกแล้ว
เมื่อร่างกายได้ประสบการณ์ว่า ถึงจะไม่แก้ไข หรือเลิกต่อต้าน แล้วฉันยังปลอดภัย ตรงนั้นเอง คือจุดที่บางอย่างค่อยๆ คลาย ไม่ได้ต้องพยายามหายใจลึก แต่มันโล่งเองจากภายใน ไหล่ค่อยๆ วางลง ริมฝีปาก กราม หว่างคิ้ว ผ่อนคลาย มีพื้นที่ว่างเล็กๆ เกิดขึ้น พอให้พัก โดยไม่ต้องดิ้นรน สภาวะนั้นเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะพยายามมากขึ้น แต่เพราะเริ่มไม่ต้องพยายามตลอดเวลา
Trauma-Informed Lens
ความเจ็บมีอยู่จริง ฉันไม่จำเป็นต้องชอบมัน แต่เราอยู่ร่วมกันได้ โดยที่ฉันไม่หายไป กระบวนการนี้ ไม่ใช่แค่ mindset แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบประสาท
Self-Awareness (การรับรู้ตัวเอง)
= การเริ่ม “เห็น” สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเรา ทั้งความรู้สึก ความคิด และความรู้สึกในร่างกาย ไม่ใช่การวิเคราะห์ แต่คือการเริ่มรู้ว่า “ตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นในฉัน” เป็นจุดที่เราหยุดหนี และเริ่มหันกลับมาอยู่กับตัวเอง
Self-Validation (การยืนยันความรู้สึกของตัวเอง)
= การอนุญาตให้สิ่งที่เรารู้สึก “มีอยู่ได้” โดยไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องรีบบอกว่ามันมากไป น้อยไป หรือไม่ควรมี มันค่อยๆ ลดเสียงข้างในที่บอกว่า “ฉันไม่ควรรู้สึกแบบนี้” และทำให้ระบบประสาทเริ่มรู้ว่า “สิ่งที่ฉันเป็น…ไม่ผิด”
Self-Acceptance (การยอมรับตัวเอง)
= ไม่ใช่การชอบทุกอย่างในตัวเอง แต่คือการที่ เรายังอยู่กับตัวเองได้ แม้ในวันที่ยังมีความเจ็บอยู่ ไม่ต้องผลักออก ไม่ต้องรีบเปลี่ยน และไม่ต้องหายไปจากตัวเอง เป็นช่วงที่ระบบประสาทเริ่มเรียนรู้ว่า “ฉันอยู่กับสิ่งนี้ได้…และฉันยังปลอดภัยพอ”
🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
.
.
💚 DeEgo โยคะฟังร่างกาย
✨ Healing through Body Wisdom
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA: @285ndity
ช่องทาง DeEgo Trauma-Informed Yoga